Make your own free website on Tripod.com

       จากการศึกษาด้านตำนานพื้นเมืองต่าง ๆ นักวิชาการท้องถิ่นของเชียงรายกล่าวว่าเรื่องราวเกี่ยวด้วยเรื่องการตั้งอาณาจักรต่าง ๆ ที่เป็นดินแดนของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันนั้นได้ปรากฏในพงศาวดารเหนือ  เป็นหนังสือคัมภีร์ใบลาน  ตัวหนังสืออักษรธรรมล้านนา  ตำนานเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน  บางแห่งเรียกว่า  ตำนานโยนกนครราชธานี  ไชยบุรีศรีช้างแสง  เช่น  ตำนานสิงหนวัติ  เป็นต้น  แต่ละเล่มเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองโยนกทั้งสิ้น  จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพงสาวดารโยนก  อีกประการหนึ่งจะเกี่ยวพันกับอาณาจักรโบราณต่าง ๆ  อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน

                ตามแนวความคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยในหลายความคิด  ได้มีความเชื่อว่า  ถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยนั้นน่าจะอยู่ทางประเทศจีนมาก่อน  ในยุคที่ชนชาติไทยเรากำลังหนีจีนมาตั้งนครหลวงอยู่ที่แคว้นเมาและหนองแสนั้น  ถิ่นที่เป็นที่ตั้งของจังหวัดเชียงรายนี้เป็นที่อยู่ของชาวป่าชาวเขาพวกหนึ่งเรียกว่า “ลัวะ” (หรือลังวะ หรือละว้า)  และชาวป่าพวกอื่นอาศัยอยู่

                ครั้งนั้น  ราว  พ.ศ. 50  ไทยเผ่าหนึ่งเรียกว่า อ้ายลาว ตั้งอาณาจักรอยู่ที่นครปา ถูกจีนรุกรานหนักเข้า จึงอพยพมาตั้งอยู่บริเวณเมืองเล็ม  เชียงรุ้ง  เชียงลาว  ริมแม่น้ำสาย  ตั้งราชวงศ์ขึ้นปกครองสืบต่อกันมาจนถึงสมัย  ลวจักราช  จึงได้ลงมาตั้งเมืองที่ตำบลยางเสี่ยวใกล้ดอยตุง  เรียกว่า  เชียงลาว

                ราวพุทธศตวรรษที่ 5  มีพวกไทยถอยร่นจากจีนตอนใต้  มาสมทบไทยที่เมืองเชียงลาวมากขึ้นทุกที  จึงได้ขยายเมืองให้กว้างขวางขึ้นอีก  เรียกว่า  แคว้นยุนซาง  หรือยวนเซียง  มีอาณาเขตแผ่ไปถึงหลายเมือง  เช่น  เวียงกาหลง (อำเภอเวียงป่าเป้าในปัจจุบันนี้) เวียงฮ่อ  ดงเวียง  เวียงวัง  แจ้ห่ม  เชียงแสน  ทั้งนี้ภายหลัง พ.ศ. 590  เป็นต้นมา

                ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 11  ขอมมีอำนาจถึงอาณาจักรโครตบูรณ์  จึงยกเข้ามาตีแคว้นยวนเซียง  ขับไล่ชาวไทย  แล้วตั้งเมืองขึ้นที่เชียงแสน  เรียกว่า  สุวรรณโคมคำ  บริเวณที่เคยเป็นเมืองเชียงลาว  ใกล้ฝั่งน้ำโขง  และได้สร้างเมือง อุมงคเสลา  ที่เมืองฝาง  ต้นลำน้ำกก  อาณาเขตสุวรรณโคมคำของขอมครั้งนั้น  ทิศเหนือจดถึงเมืองหนองแส  ทิศใต้จนฝายนาค (ลีผี)  ตะวันออกถึงแม่น้ำแตก  (แม่น้ำแท้)  ทิศตะวันตกถึงแม่น้ำตู  แต่ขอมปกครองไทยอย่างป่าเถื่อนและทารุณจนไทยเราอพยพจากเมืองสุวรรณโคมคำกระจัดกระจายไปอีก  ขอมจึงย้ายไปตั้งเมืองอุมงคเสลา (เมืองฝางในปัจจุบัน)  ทิ้งให้เมืองสุวรรณโคมคำร้างไว้)

                เจ้าสิงหนวัติกุมาร  โอรสพระเจ้าเทวกาล  กษัตริย์เมืองหนองแส  เป็นชั้นหลานปู่ของขุนบรม  ได้อพยพคนไทยประมาณแสนครัวจากหนองแส (ตาลิฟู)   ลงมาสร้างเมืองขึ้นใหม่อีกให้มั่นคงถาวรยิ่งขึ้น  แล้วขนานนามว่า  เมืองนาคพันธุสิงหนวัตินคร  ภายหลังเรียกสั้น ๆ ว่า  นาเคนทร์นคร, นาคบุรี, โยนกนาคนคร  และโยนกนครหลวง  เป็นต้น  (คือเมืองเชียงแสนในปัจจุบัน)

                พระเจ้าสิงหนวัติครองราชย์สมบัติในโยนกนครหลวงได้ 52 ปี สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1367  มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายองค์  องค์ที่สำคัญ ๆ เช่น  รัชกาลที่ 3  พระเจ้าอชุตราช  ผู้สร้างมหาสถูปดอยตุง  ปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงรายและล้านนาไทย
                รัชกาลที่ 4  พระเจ้ามังรายนราช (โอรสพระเจ้าอชุตราช)  พระองค์มีโอรส 2 พระองค์  องค์ใหญ่มีพระนามว่า  พระองค์เชือง  องค์เล็กมีพระนามว่า  ไชยนารายณ์
                รัชกาลที่ 5  พระองค์เชือง (ราชโอรสพระเจ้ามังรายนราช  ครองเมืองโยนกนครหลวงต่อมา)
                ส่วนโอรสองค์ที่ 2  ของพระเจ้ามังรายนราช มีพระนามว่า พระองค์ไชยนารายณ์  ซึ่งเป็นพระองค์น้อง ได้ไปสร้างเมืองใหม่ที่ตำบลดอนมูล  ริมแม่น้ำลาว (น้ำกาหลง)  เรียกว่าเมืองไชยนารายณ์

                พระองค์ไชยนารายณ์  ได้ครองเมืองไชยนารายณ์  และมีกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีกหลายพระองค์  จนถึงองค์ที่ 27  มีพระนามว่า  พระองค์พังคราช  ชาติไทยได้อ่อนกำลังลง  ขอมซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่เมืองอุมงคเสลา  ได้ยกทัพเข้าตีเมืองโยนกนาคนคร  พระองค์พังคราชหนีไปอยู่เวียงสีทวง  แต่นั้นมาไทยก็เป็นเมืองขึ้นของขอมเรื่อยมา  ใน พ.ศ. 1461  พระมเหสีก็ได้ประสูติพระโอรส  มีพระนามว่า  เจ้าทุกขิตกุมาร  และต่อมา  พ.ศ. 1436  พระมเหสีก็ประสูติเจ้าพรหม กุมารอีกพระองค์หนึ่ง

                ครั้งเจ้าพรหมกุมารมีพระชนมายุ 17 พรรษา  ทรงแกล้วกล้าในการรบพุ่ง  อย่างยิ่ง  ได้ขับไล่ขอมจนสำเร็จ  เมื่อ  พ.ศ. 1479  แล้วเชิญพระราชบิดาไปครองเมืองโยนกนาคนครต่อไป  เจ้าพรหมกุมารตีได้เมืองอุมงคเสลาซึ่งมีอำนาจร่วม  500  ปีแตก  ขับไล่ขอมจนถึงเมืองหริภุญไชย  และเมืองกำแพงเพชรจนหมดสิ้นเชื้อชาติขอมในอาณาจักรโยนก  พระองค์สร้างเมืองอุมงคเสลาขึ้นใหม่  ขนานนามว่า  เมืองไชยปราการ  ในปี  พ.ศ. 1479  นั้นเอง  อนึ่ง  เมืองโยนกนาคนครก็เปลี่ยนนามใหม่ว่า  เวียงไชยบุรี  เพื่อระลึกถึงชัยชนะของพระองค์

                พระเจ้าพรหมนครองเมืองไชยปราการต่อมา  เสด็จสวรรคต  พ.ศ.  1582  ก็ได้เสียเมืองให้แก่ขุนเสือขวัญฟ้า  (บางฉบับก็ว่าพระยาสุธรรมวดี)  แม้กษัตริย์ที่เมืองนครไชยบุรีและนครไชยนารายณ์จะยกทัพมาช่วยก็สู้ข้าศึกไม่ได้  พระเจ้าไชยศิริจึงรับสั่งให้เผาเมือง  แล้วอพยพผู้คนพลเมืองหนีมาทางใต้  ไปตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทองเพื่อตั้งตัวต่อไป

                ยังมีกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่ง  พระนามว่า  ลาวจก  หรือลาวจง  ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จังกราช  (คำว่า  ลว  เป็นชื่อราชวงศ์  ไม่ใช่ลัวะหรือละว้าซึ่งเป็นชื่อชาวป่าชาวเขา)  ซึ่งครองเมืองเชียงลาว (แคว้นจก) ได้ขยายอำนาจมาจนถึงเมืองเงินยาง  จนรวบรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นแล้วได้ขนานนามเมืองว่า หิรัญนครเงินยาง  และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์ที่ได้กล่าวมานี้  เป็นสังเขปประวัติความเป็นมาก่อนสร้างเมืองเชียงราย  นับเป็นประวัติความเป็นมาของชาติไทยในดินแดนภาคเหนือ  อันมีนครโยนกเป็นราชธานีตามการศึกษาจากตำนานพื้นเมือง

            จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบางยุคบางสมัยในดินแดนเหล่านี้  บางครั้งก็มีความคลาดเคลื่อนกันไปทั้งทางด้านสถานที่หรือด้านของเวลา  จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปอย่างชัดเจนว่าหลักฐานใดถูกต้อง  สำหรับอาณาจักรโบราณและเมืองต่าง ๆ  อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน  ที่ปรากฏในตำนานหรือพงศาวดารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น  พอจะแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ  ดังนี้
                1.  ยุคอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน
                2.  ยุคหิรัญนครเงินยาง
                3.  ยุคเชียงราย  (มังราย)
                4.  ยุคพันธุมติรัตนอาณาเขต